ข่าวข่าวอาชญากรรม
ได้รับความนิยม

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วันนี้แถลงรวดเดียว 4 คดีทั้งคดีลักทรัพย์ / คดีฉ้อโกง / ยาเสพติด และแม่เล้าที่หลอกลวงสาวไทยไปค้าประเวณีที่อิตาลี

วันที่ 6 ก.ย. 2562 เวลา 10.30 น.ที่ ตม. แจ้งวัฒนะฯ พลตำรวจโทสมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลการจับกุม 4 คดีดังกล่าว โดยคดีจับกุม ชาวเกาหลีที่ก่อคดีฉ้อโกงมูลค่าความเสียหาย 144 ล้านวอน หรือประมาณ 5 ล้านบาทไทย และหลบหนีมานานกว่า 10 ปี ตำรวจจับกุม นายซุง จิน อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ขณะกบดานตัวอยู่ในคอนโดมิเนียม ในซอยเสรี 9 เขตสวนหลวง โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหา ได้หลอกลวงนักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ มาลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดแรลลี่ทริป ขับรถผ่านเส้นทางต่างๆ หลายประเทศ เหตุเกิดในช่วงปี 2552 ถึง 2553 โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีคดีมานานกว่า 10 ปี ไปกบดานมาแล้วหลายประเทศ กระทั่งมาถูกจับกุมได้ในไทย

อีกคดีเป็นผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้เช่นกัน โดยตำรวจจับกุมนายซึง ชุล อายุ 39 ปี ได้ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยเอกมัย 26 เขตวัฒนา จากข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาเป็นหัวหน้าขบวนการลักลอบส่งยาเสพติด ทำหน้าที่คอยจัดหายาเสพติดจากไทยให้เพื่อนร่วมขบวนการ ลักลอบนำไปจำหน่ายในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตำรวจเกาหลีใต้ จับกุมเพื่อนร่วมขบวนการได้พร้อมของกลางยาเสพติดหลายชนิด ที่ซุกซ่อนในกางเกงชั้นใน กำลังเดินทางผ่านสนามบินจะเข้าไปในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนการสอบสวนนายซึง ชุล รับว่าร่วมกับพวกลักลอบส่งยาเสพติดไปเกาหลีใต้จริง โดยใช้แอพลิเคชัน “เทเลแกรม” เป็นช่องทางติดต่อซื้อขาย

ส่วนอีก 2 คดี เป็นการจับกุมแก๊งมองโกเลียที่ก่อเหตุล้วงกระเป๋าผู้เสียหายชาวไทย ที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟฟ้า พบตัวผู้ต้องสงสัย 3 คน ยังเดินวนเวียนอยู่ในสถานีรถไฟฟ้า จึงประสานผู้เสียหายที่ได้แจ้งความไว้มาตรวจสอบและชี้ตัวยืนยันในวันเดียวกับที่เกิดเหตุ และจากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือไอโฟนของผู้เสียหายอยู่ในกระเป๋าผู้ต้องหา พร้อมกับของกลางอื่นๆ รวม 13 รายการ จึงประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรับตัวไปดำเนินคดี และขยายผลจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน ที่หลบหนีไปได้
และคดีสุดท้ายเป็นการจับกุม นางกุหลาบ รำพึง แม่เล้าที่หลอกลวงสาวไทยไปทำงานเป็นแม่บ้านแต่กลับพาไปค้าประเวณีที่ประเทศอิตาลี ซึ่งหลบหนีการประกันตัวในชั้นศาล ออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อ – นามสกุล ย้อนกลับเข้ามาในไทยผ่านการตรวจค้นเข้าเมืองมาหลายครั้ง จนกระทั่ง ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสุรินทร์จับกุมได้ หลังผู้ต้องหาใช้พาสปอร์ตผ่านระบบไบโอแมทริกซ์ แล้วพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโทสมพงษ์ บอกว่า ระบบไบโอเมตริกซ์ที่ใช้งานมาได้ในช่วง 2-3 เดือนมานี้ สามารถใช้งานได้ดี พบผู้ต้องหาหลายรายพยายามใช้พาสปอร์ตปลอมเดินทางเข้าออกประเทศ มีการจับกุมได้มากถึง 200-300 รายแล้ว เช่นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะมีชาวต่างชาติมาติดต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุกวัน ก็พบว่าในแต่ละเดือนจะมีการจับกุมผู้ที่นำพาสปอร์ตปลอมเฉลี่ยเดือนละ 4-5 ราย ที่นำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

บังโจ้ ฉก.นครบาล

หัวหน้าฝายข่าวอาชญากรรม